ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาดูเว็บไซต์หรือเมนูออนไลน์ของร้านครั้งแรก มักจะยังไม่สั่งซื้อทันที Retargeting Ads คือการยิงโฆษณาตามไปหาคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ซึ่งมีโอกาสเปลี่ยนเป็นลูกค้าจริงสูงกว่าการยิงหาคนที่ไม่เคยรู้จักร้านเลย และมักใช้งบน้อยกว่าด้วย
1. ติดตั้ง Facebook Pixel หรือ Google Tag ก่อนเริ่ม
ก่อนจะทำ Retargeting ได้ ต้องติดโค้ดติดตาม เช่น Facebook Pixel หรือ Google Tag ไว้บนเว็บไซต์หรือหน้าเมนูออนไลน์ของร้านก่อน เพื่อให้ระบบเก็บข้อมูลว่าใครเคยเข้ามาดูหน้าไหนบ้าง ถ้ายังไม่เคยติดตั้ง ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้เพราะยิ่งเก็บข้อมูลได้นาน กลุ่มเป้าหมายก็ยิ่งแม่นขึ้น
2. แบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมที่ทำบนเว็บ
อย่ายิงโฆษณาแบบเหมารวมทุกคนที่เคยเข้าเว็บ ให้แบ่งเป็นกลุ่ม เช่น คนที่ดูหน้าเมนูอย่างเดียว กับคนที่กดเพิ่มสินค้าลงตะกร้าแต่ไม่กดสั่งซื้อ แต่ละกลุ่มควรได้เห็นข้อความโฆษณาที่ต่างกัน เพราะระดับความสนใจไม่เท่ากัน
3. ตั้งงบแยกจากโฆษณาหาลูกค้าใหม่
กลุ่ม Retargeting มักมีขนาดเล็กกว่ากลุ่มลูกค้าใหม่มาก จึงไม่จำเป็นต้องใช้งบเยอะ ลองเริ่มจากวันละ 50-100 บาทแยกเป็นแคมเปญต่างหาก เพราะคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มสั่งซื้อสูงกว่า ทำให้ได้ผลตอบแทนต่อบาทที่ลงทุนดีกว่าโฆษณาหาลูกค้าใหม่ทั่วไป
4. ใช้ข้อความที่กระตุ้นการตัดสินใจ
สำหรับคนที่เกือบจะสั่งซื้อแล้วแต่หายไป ลองใช้ข้อความที่สร้างแรงจูงใจให้ตัดสินใจเร็วขึ้น เช่น โค้ดส่วนลดจำกัดเวลา หรือ “ยังไม่ได้สั่งอาหารมื้อนี้เลยใช่ไหม” เพื่อเตือนความจำและดึงกลับมาให้จบการสั่งซื้อ
5. จำกัดความถี่โฆษณาไม่ให้น่ารำคาญ
การเห็นโฆษณาเดิมซ้ำ ๆ ถี่เกินไปอาจทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัดแทนที่จะอยากซื้อ ควรตั้งค่าจำกัดความถี่ เช่น ไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ต่อคน และเปลี่ยนรูปหรือข้อความโฆษณาเป็นระยะเพื่อไม่ให้ดูจำเจ
สรุป
Retargeting Ads ได้ผลดีที่สุดเมื่อร้านมีทราฟฟิกบนเว็บหรือช่องทางออนไลน์อยู่แล้วในระดับหนึ่ง หากยังไม่แน่ใจว่าตอนนี้ร้านของคุณพร้อมสำหรับกลยุทธ์นี้หรือยัง ลองใช้บริการประเมินธุรกิจฟรีจาก RT ได้ที่ rtreliatech.com/free-audit
อยากรู้ว่าร้านของคุณควรเริ่มพัฒนาตรงไหนก่อน?
ทำแบบประเมินฟรี 2 นาที รู้คะแนนสุขภาพออนไลน์ของร้านทันที ไม่ต้องกรอกอีเมล
ประเมินธุรกิจฟรี
