ร้านข้างบ้านไม่จำเป็นต้องเป็นคู่แข่งเสมอไป ร้านกาแฟกับร้านเบเกอรี่ หรือร้านอาหารกับร้านทำผมในซอยเดียวกัน ต่างก็มีกลุ่มลูกค้าที่คล้ายกันแต่ขายคนละอย่าง การจับมือทำโปรโมชั่นร่วมกันจึงเป็นวิธีขยายฐานลูกค้าที่แทบไม่ต้องเสียงบเพิ่มเลย
1. เลือกพันธมิตรที่ลูกค้าคล้ายกันแต่ไม่แข่งกันตรง ๆ
มองหาร้านที่อยู่ในระแวกเดียวกันและมีกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกัน เช่น ร้านอาหารจับมือกับร้านซักรีดหรือฟิตเนสใกล้เคียง เพราะเป็นคนละหมวดสินค้าแต่ลูกค้าเป็นคนกลุ่มเดียวกันในละแวกนั้น ไม่ใช่คู่แข่งที่แย่งลูกค้ากันโดยตรง
2. ทำคูปองส่วนลดแลกกันระหว่างสองร้าน
ตกลงกันง่าย ๆ ว่าลูกค้าที่มีใบเสร็จจากร้านพันธมิตรจะได้ส่วนลดที่ร้านคุณ และร้านคุณก็แจกคูปองแบบเดียวกันให้ลูกค้าไปใช้ที่ร้านพันธมิตร วิธีนี้ต้นทุนแทบเป็นศูนย์แต่ได้ลูกค้าใหม่ที่มีแนวโน้มจะกลับมาซื้อจริง
3. จัดโปรโมชั่นร่วมช่วงเทศกาลหรือวันพิเศษ
เลือกช่วงที่คนออกมาจับจ่ายเยอะ เช่น ปีใหม่หรือสงกรานต์ แล้วทำโปรโมชั่นร่วมกัน เช่น “ซื้อชุดอาหารที่ร้านเรา รับส่วนลดตัดผมที่ร้านข้างบ้าน” แล้วโพสต์ประชาสัมพันธ์บนเพจของทั้งสองร้านพร้อมกัน ทำให้ยอดการมองเห็นเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าโดยไม่ต้องเสียค่าบูสต์เพิ่ม
4. แชร์ต้นทุนการตลาดร่วมกัน
ถ้าจะพิมพ์ใบปลิว บูสต์โพสต์ หรือออกบูธในงานอีเวนต์ละแวกบ้าน ลองชวนร้านพันธมิตร 2-3 ร้านมาแชร์ค่าใช้จ่ายร่วมกัน แต่ละร้านจ่ายน้อยลงแต่ยังได้พื้นที่โฆษณาเท่าเดิม เหมาะกับร้านเล็กที่งบการตลาดจำกัด
5. ติดตามผลด้วยโค้ดส่วนลดเฉพาะพันธมิตรแต่ละราย
ตั้งโค้ดส่วนลดหรือคำที่ต้องพูดตอนสั่งซื้อให้ต่างกันในแต่ละพันธมิตร เช่น โค้ด “BAKERY10” กับ “GYM10” เพื่อให้รู้ชัดว่าลูกค้าใหม่ที่เข้ามาซื้อมาจากพันธมิตรรายไหนมากที่สุด จะได้ตัดสินใจต่อยอดความร่วมมือกับรายที่ได้ผลดีที่สุด
สรุป
การหาพันธมิตรที่ใช่และวัดผลให้เป็นระบบคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ cross-promotion ได้ผลจริงไม่ใช่แค่ทำตามกระแส หากอยากได้มุมมองที่ชัดเจนขึ้นว่าร้านของคุณควรเริ่มจากจุดไหน ลองใช้บริการประเมินธุรกิจฟรีจาก RT ได้ที่ rtreliatech.com/free-audit
อยากรู้ว่าร้านของคุณควรเริ่มพัฒนาตรงไหนก่อน?
ทำแบบประเมินฟรี 2 นาที รู้คะแนนสุขภาพออนไลน์ของร้านทันที ไม่ต้องกรอกอีเมล
ประเมินธุรกิจฟรี
